ดวงพินทุบาทว์

        ดวงพินทุบาทว์

   ภินทุบาทว์ คำเดิมน่าจะมาจากคำว่า ภินทุ  แปลว่า แตกหัก , แตกร้าว   
   นำคำมารวมกับคำว่า อุบาทว์ แปลว่า ชั่วร้าย  มืด  บอด
   เมื่อนำความมารวมกัน จึงแปลว่า  จุดแตกหัก  จุกแตกร้าว เป็นต้น 

   พินทุบาทว์ คำเดิม น่าจะมาจากคำว่า พินทุ  แปลว่า จุดด่าง  จุดเสีย  จุดรั่วร้าว
   นำคำมรวมกับคำว่า อุบาทว์ แปลว่า ชั่วร้าย  มืด  บอด
   เมื่อนำความมารวมกัน จึงแปลว่า จุดร้าย จุดชั่วร้าย  จุดเสื่อม  จุดอุปสรรค  จุดด่างพร้อม  เป็นต้น 

   ในตำราจักรทีปนีนี้เรียกว่า ทุระทุรา แปลว่า ทุกข์ๆ ยากๆ จุดมืดบอดทางไหนก็ทุกข์ยากทางนั้น จะทุกข์ยาก หรือมืดบอดก็ต้องเป็นไปตามเรือนชะตา และ ตามความหมายจองดวงดาวนั้น ๆ

   เมื่อดวงเกณฑ์ให้คุณเพียงไร ดวงพินทุบาทว์ก็ให้ผลร้ายเพียงนั้น ดวงเกณฑ์ พยากรณ์ความดีแม่นยำเพียงไร ดวงพินทุบาทว์ก็พยากรณ์ความร้ายเพียงนั้น ท่านได้เขียนคำโคลงเพื่อจำง่าย ๆ มีดังนี้:-
 
          ระวิภุมมะทั้ง           โสรา
      ปัญจะแก่ลัคนา           พุธเก้า
         จันทร์กับชีวา           เป็นแปด
ศุกร์เจ็ดอาจารย์เจ้า            ว่าร้อนนิรันด์
 
คือนับจากลัคนาไป มีดาว      อาทิตย์(๑)  อังคาร(๓)  เสาร์(๗)       เป็น         ๕    แก่ลัคนา
        "                 "          จันทร์(๒)  พฤหัส (๕)                      เป็น        ๘     แก่ลัคนา
        "                 "          พุธ (๔ )                                       เป็น         ๙    แก่ลัคนา
        "                 "          ศุกร์(๖ )                                       เป็น         ๗    แก่ลัคนา
                   
       เสาร์เพ่งเล็งลัคนาแล้ว             อสุรา
                ภุมเมนทร์อัษฎา             ว่าไว้
       จันทร์เป็นสิบเอ็ดแก่รา-            หูเล่า
              อาภัพอัปภาคย์ให้             ให้แท้ประเทินเหิน
 
คือ นับจากลัคนาไป  มีดาว       เสาร์(๗)   ราหู(๘ )                        เป็น        ๗      แก่ลัคนา
         "                    "         อังคาร (๓)  ราหู(๘)                       เป็น        ๘      แก่ลัคนา

และนับจากจันทร์(๒) ไปหาราหู(๘) หรือราหู(๘) ไปหาจันทร์(๒) เป็น  ๑๑  แก่กัน
คือราหู(๘) กับ จันทร์(๒) โยคกันนั่นเอง จะโยคหน้า โยคหลัง เรียกว่า  ๑๑  แก่กัน

        
     เกณฑ์ดวงพินทุบาทว์ ยังมีอื่น ๆ อีก แต่ท่านมิได้เขียนเป็นโคลงไว้ เช่น

๑.  ดาวเคราะห์      จันทร์ (๒)   ศุกร์ (๖)   พุธ(๔)    พฤหัส(๕)       กุมลัคนา
๒.      "               อังคาร(๓)   ราหู(๘)    เสาร์(๗)  อาทิตย์(๑)       เล็งลัคนา
๓.      "               อาทิตย์(๑)  อังคาร(๓) พุธ(๔)                         เป็น   ๓  หรือ เป็น  ๑๒  แก่ลัคนา
๔.      "               จันทร์(๒)    พฤหัส(๕)                                   เป็น   ๘  หรือเป็น   ๑๒  แก่ลัคนา
๕.      "               ศุกร์(๖)                                                      เป็น    ๑๒    แก่ลัคนา


ข้อสังเกต
  มีโหรกล่าวอยู่คำหนึ่งว่า " จันทร์ล่าราหู    ราหูล่าจันทร์ " หมายความว่าเมื่อจันทร์(๒) โยคหน้า ราหู(๘) คือ เป็น ๓ กับราหู จันทร์  จะทำราหูให้เสียเอาตามนิสัย  คือ ก็จะทำให้เป็นคนหลงคนง่าย ใครอ้อนวอนไม่ได้เป็นใจอ่อนรีบช่วยเหลือทันที
ผลสุดท้ายตัวเองกลับได้รับความลำบากทุกทีและเมื่อจันทร์โยคหลังราหู คือ เป็น ๑๑ แก่ราหู  ราหูจะทำจันทร์เสีย คือมีรูปร่างไม่สวย  มีกิริยาไม่น่าดู มีร่างกายไม่แข็งแรง ขี้โรค เป็นต้น


   ดาวเสาร์(๗) ในราศีอัมพุ ถ้าเป็น  ๕  แก่ลัคนา ว่าเป็นอุดมเกณฑ์  แต่ทางพินทุบาทว์  ว่าเป็นพินทุบาทว์ ต้องพยากรณ์ทั้งดีและเสีย  
เช่น ลัคนาอยู่มีน  อังคาร(๓) เป็น ๕  แก่ลัคนาราศีกรกฎ  เมื่อเป็นเช่นนี้ต้องพยากรณ์ว่า..
เป็นคนที่หาเงินได้แคล่วคล่อง มีเงินใช้ไม่ขาด มีโอกาสได้กุมเงินก้อนใหญ่ๆ  เพราะอังคาร(๓) เป็นเจ้าเรือนกฎุมพะ
ส่วนเสียก็พยากรณ์ว่า เงินที่ได้นั้นกว่าจะได้ก็แทบแย่ เมื่อได้มาแล้วก็เก็บไม่อยู่  หรือเงินนั้นไม่ใช่ของตนเอง เป็นของคนอื่นที่ต้องเก็บไว้ เหมือนมดแดง เฝ้ามะม่วง  ทำให้มีความสุขใจไม่มีความสุขในเรื่องเงินทองสมบัติที่ตนมีเลย

   หรือ เช่น ลัคนาอยู่ราศีมีน เสาร์(๗) เป็น  ๕ อยู่ราศีกรกฎ เสาร์(๗)  เป็น เจ้าเรือนลาภะ
ส่วนดี ก็พยากรณ์ว่า เป็นคนหาลาภได้คล่องมีรายได้ไม่ขาด
ส่วนเสียก็ว่า ลาภนั้นที่ได้เป็นของไม่บริสุทธิ์และปลอดภัย ถ้าจะพยากรณ์เสียตามเรือนชาตา เรือน ปุตตะเป็นเรือนแห่งความอิ่มเอิบใจ พอใจ
ก็พยากรณ์ว่า ไม่มีความสุขใจความพอใจในเรื่องรายได้ หงุดหงิด ใจเหี่ยวแห้งเสมอ หรือ พยากรณ์ว่า บุตรนำลาภที่ไม่บริสุทธิ์มาให้  ทำให้ดีใจและเสียใจปนกัน เป็นเหตุที่ทำให้ในคอหงุดหงิด


พินทุบาทว์หมดฤทธิ์

กฎทุกกฎมีข้อยกเว้นเสมอ คนเราเมื่อบินขึ้นสูงสุดแล้วย่อมลดเพดานบินลง ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน มีเกิด มีตาย มีขึ้น มีลง มีสว่าง มีมืด
รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง อธิบดี ผู้ว่า ล้วนเป็นหัวโขน มายา เป็นปรากฏการณ์ชั่วขณะ โลดแล่น อวดดีมมานะ ถือตัวตนกันไป เมื่อตายแล้ว รวยล้นฟ้า ต่ำติดดินอาจเผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน บางคนเกษียณออกไปแล้ว หมาบางตัวยังไม่กระดิกหางรับเลยก็มี
พินทุบาทว์จะสยบตัวก็ต่อเมื่อ
ก) อยู่ราศีทวาร
ข) ลัคนามีดาวกุม
ค) ดาวดีโยค หรือตรีโกณถึงลัคน์
ง) ดาวเล็งอยู่นอกราศีทวาร มีดาวดีตรีโกณ โยคถึง

Visitors: 120,161