ตำนานพระอาทิตย์

 
     

พระสูรยาทิตย์ ( พระอาทิตย์ )

พระอาทิตย์ที่พวกเรารู้จักกันจนชินนั้น คือพระสูรยาทิตย์ หรือสุริยาทิตย์ (ดวงตะวัน) ที่ส่องแสงสว่างในเวลากลางวันให้แกโลกของเราทุกวันนี้ ในไตรเพท พระสูรยาทิตย์มีนามว่าพระมารตาณฑะ เป็นโอรสองค์ที่แปดในจําพวกอาทิตย์ แห่งนางอทิติและกัศยปเทพบิดร อาทิตย์อีกเจ็ดองค์นั้นมีนามดังนี้ คือ (๑) วรุณาทิตย์ (๒) มิตราทิตย์ (๓) อรยมนาทิตย์ (๔) ภคาทิตย์ (๓) อัมศา ทิตย์ (5) อินทราทิตย์ (๗) ธาตราทิตย์ ส่วนพระสูรยาทิตย์นั้นพระชนนี ไม่รับและไม่พาไปเฝ้าพระเป็นเจ้า พระสูรยาทิตย์จึงมิได้ไปอยู่เทวโลก ต้อง เที่ยวขับรถอยู่ในระหว่างเทวโลกกับมนุษยโลกจนบัดนี้

         นามของพระสูรยาทิตย์นี้เรียกกันหลายอย่าง เช่น ทินกร (ผู้ทําการ กลางวัน) ภาสกร (ผู้ทําแสงสว่าง) วิวสวัต (ผู้สว่าง) โลกจักษุ (ตาโลก) เป็นต้น พระสุรยาทิตย์มีมเหสีชื่อนางสัญญา และมีชายาอีกสี่องค์ คือ นางฉายา ๑ สวรรณา ๑ สวาดี ๑ มหาวีรยา ๑ มีรถเทียมด้วยม้าเจ็ดตัวหรือเจ็ดเศียรนายสารถีชื่ออรุณ   เมืองที่อยู่ชื่อวิวัสวดี รูปของพระสูรยาทิตย์นี้เขียน สีกายแดง มีรัศมีกายรุ่งโรจน์รอบตัว ร่างเล็ก สี่กร กรหนึ่งห้ามอุปัทวันตราย  กรหนึ่งประทานพร อีกสองกรมักถือดอกบัว เสื้อทรงสีเหลืองอ่อน แก้วปัทมราช ในบางคาบมักประทับบนแท่นดอกบัว

พระสูรยาทิตย์มีโอรสกับนางสัญญา (นางสัญญาเป็นธิดาพระวิศวกรรม คือพระมนูไววัสวัต หรือที่เรียกว่าท้าวสัตยพรต  พระยมเทพ หรือธรรมราช (เกิดจากนางสรัณยู)  นางยมี หรือยมนา  และมีเรื่องเล่าว่า เพราะเหตุที่รัศมีกายของพระสูรยาทิตย์รุ่งโรจน์นี้แหละ  นางสัญญาทนไม่ได้  จึงได้จัดนางฉายาแทนตัว ส่วนนางสัญญาหนีออกไปบวชเป็นโยคินีอยู่ในป่า ทั้งแปลงตัวเป็นม้าชื่ออัศวินีเพื่อมิให้สามีจําได้  พระสูรยาทิตย์ก็จําแลงเป็นม้าไปเป็นผัวอีกจนเกิดลูกด้วยกัน คือ พระอัศวินแฝดคู่  กับพระเรวันต์  ครั้นเมื่อ พระสูรยาทิตย์พานางสัญญากลับยังสํานักแล้ว  พระวิศวกรรมซึ่งเป็นพ่อตา  จึงจับพระสูรยาทิตย์ขูดผิวที่สว่างออกเสียหนึ่งในแปด  รัศมีจึงค่อยเบาลงพออยู่กับนางสัญญาได้ต่อไป

ผิวที่ขูดออกนี้ พระวิศวกรรมเอาไปสร้างจักรถวายพระนารายณ์  ตรีศูลถวายพระอิศวร  คทาให้ท้าวกุเวร  หอก (บางแห่งว่าพระขรรค์) ให้ พระขันธกุมาร หรือการตติเกยะ  และยังเหลือทําอาวุธแจกเทวดาอื่นๆ อีก

ในรามายณะว่า พระสูรยาทิตย์เป็นพ่อพระยาสุครีพกปิราช ผู้ครอง นครกิษกินธ์(เมืองขีดขิน)โดยนางอหลยาเป็นมารดา (หรือท้าวฤกษราช เมื่อคราวเปลี่ยน ร่างเป็นสตรี) ในมหาภารตะว่าเป็นพ่อท้าวกรรณะ ผู้ครองแคว้นองคราษฎร์ ซึ่งเกิดจากนางกุนตี

ในหริวังศะก็ว่า  พระสูรยาทิตย์เป็นพ่อพระมนูไววัสวัต  พระมนูไววัสวัตเป็นพ่อท้าวอิกษวากุ ผู้เป็นบรมชนกแห่งกษัตริย์สุริยวงศ์ผู้ครองอโยธยา และมิถิลา (ลําดับสุริยวงศ์ให้ดูในบ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์) และพระมนูฯยังมีธิดาอีกองค์หนึ่งชื่อนางอิลา  (นางอิลานี้เดิมเป็นเพศบุรุษ ชื่อท้าวอิลราช ได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตพระอิศวร ซึ่งกําลังแปลงองค์เป็นสตรี ท้าวอิสราชก็เลยเป็นสตรีไปด้วยและใน รามายณะ ว่าท้าวอิสราชเป็นบุตรพระกรรทมมหาฤษี) ในชายาพระพุธ  แล้วเกิดบุตรด้วยกัน  มีนามว่าท้าวปุรูรพ อันเป็น บรมชนกของกษัตริย์จันทรวงศ์ เพราะพระพุธเป็นโอรสพระจันทร์เทวราชกับนางดารา  ภรรยาพระพฤหัสบดี (ให้ดูประวัติพระจันทร์) ฉะนั้น  ในตระกูลจันทรวงศ์กับสุริยวงศ์จึงนับว่าเป็นพี่น้องกันได้ ดังที่ว่ามาข้างบนนี้

พระสูรยาทิตย์นี้ ตามความนิยมของพราหมณ์ว่า เป็นโลกบาลทิศเนรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)  แต่ในบางแห่งว่า โลกบาลทิศนี้ชื่อพระนิรฤติ คือ เรียกตามนามของทิศ

ส่วนตํานานนพเคราะห์ทางโหราศาสตร์ว่า พระอิศวรเป็นเจ้าได้สร้างพระอาทิตย์ขึ้น โดยเอาราชสีห์หกตัวมาป่นลงแล้วห่อด้วยผ้าสีแดง พรมด้วย น้ำอมฤต ก็เกิดเป็นองค์พระอาทิตย์ขึ้น มีสีกายแดง และวิมานก็สีแดง ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ

ส่วนมูลแห่งชาติเวร ดังนิทานที่ได้เล่าไว้ในประวัติพระราหูนั้น  ถือว่าพระอาทิตย์กับพระเสาร์เป็นศัตรูกัน และพระอาทิตย์ยังเป็นศัตรูกับพระราหู อีกด้วย ส่วนนิทานที่ได้เล่าไว้ในประวัติพระพฤหัสบดีนั้น พระอาทิตย์กับ พระอังคารก็เป็นศัตรูกัน แต่พระอาทิตย์กับพระพฤหัสบดีเป็นมิตรกัน ดั่งนี้มูลแห่งการพยากรณ์ของโหราศาสตร์จึงถือเอาการโคจรของพระเคราะห์เหล่านี้ เมื่อมาต้องกันเข้าก็เป็นบททํานายไปตามมูลแห่งนิทานนั้นๆ

ส่วนตามตํานานดาวพระเคราะห์ที่นักดาราศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วลงมติว่า พระอาทิตย์ก็อยู่ในจําพวกดาวและเป็นมหาพิภพก้อนหนึ่ง ใหญ่กว่าพิภพที่มนุษย์เราอยู่กันเดี๋ยวนี้ราว ๑,๓๑๐,000 เท่า และมีพื้นพิภพคิดเป็นไมล์ ตารางเหลี่ยม ได้ ๓,๓๕๗,๑๒๗,๗๐๒,๐๐๐ หรือวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๘๖๖,๔๐๐ ไมล์  พระอาทิตย์นัยว่าเป็นดาวอยู่ประจำที่  แต่หมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบต่อ ๒๕ วัน ๙ชั่วโมง ใน วิษณุธรรม ว่า พระอาทิตย์เป็นผู้ให้แสงสว่างและความร้อนแก่ดาวพระเคราะห์อื่นๆ ด้วย และมีกําลังความดึงดูดในวินาทีหนึ่งต่อ ๕๔,๔๖๐ ฟุต ใน วายุปุราณะว่า กําลังแสงของพระอาทิตย์ มีกําลังดูดน้ำได้ถึง ๑,๐๐๐ ส่วน ฝน ๔๐๐ ส่วน หิมะ ๓๐๐ ส่วน ลมอากาศ ๓๐๐ ส่วน  และว่าดวงอาทิตย์ห่างจากโลกที่เราอยู่ถึง ๙๒,๙๖๕,๐๐๐ ไมล์


อนึ่ง ตามพระคัมภีร์เก่า (ทางคริสตัง) ว่า พระยะโฮวาได้สร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งปวง ขึ้นในวันอันเป็นคํารบสี่

ส่วนทางลัทธิชินโตของญี่ปุ่นว่า เทพบุตรชื่ออิซานางิ โนมิโกโตะ ได้ สร้างพระสุริยะขึ้นโดยใช้วิธีเอาน้ำล้างพระเนตรเบื้องซ้าย  ก็บันดาลให้เกิดเป็นเทพธิดาองค์หนึ่ง   มีนามว่าอะมะเตระสุ โอมิกามิ นี่แหละคือเจ้าแม่สุริยะ ซึ่งลัทธิอื่นเขาว่าพระสุริยะเป็นเพศบุรุษ แต่นี่ของชินโตเป็นเพศสตรี แล้วพระเป็นเจ้าผู้สร้างก็มอบหน้าที่ให้เป็นผู้ทําแสงสว่างในเวลากลางวัน

ตามคัมภีร์ของญี่ปุ่นยังกล่าวต่อไปอีกว่า ชายในตระกูลโนมิโกโตะ ซึ่งมีชื่อว่าอูจะมาฟุ กิอาเอซุ นี้ กลับมาเป็นภัสดา(สามี)ของนางทามะโยริ  ฮิเม ผู้เป็นน้า  แล้วเกิดบุตรด้วยกันถึงสี่องค์ องค์สุดท้องมีนามว่า ยิมมูเทนโน นี่แหละเป็นต้นวงศ์ของมิกาโด  ผู้เป็นราชาธิราชของประเทศญี่ปุ่นสืบต่อมา จนทุกวันนี้

ขอให้ดูกําเนิดของพระอาทิตย์ว่า ต่างชิงกันเป็นผู้สร้างออกนัวทีเดียว ของใครจะผิดถูกดีเลวอย่างไร ท่านผู้อ่านจะต้องตัดสิน

พระสูรยาทิตย์มีชื่อเรียกกันตามสมญามากมาย เช่น สาวิตฤ (ผู้บํารุงเลี้ยง) อรหบดี (เป็นใหญ่ในวัน) กรรมสากษี (พยานแห่งการกระทํา) ครหราช (เป็นใหญ่ในดาวฤกษ์) สหัสรกิรณ (มีแสงนับพัน) ฯลฯ



อ้างอิงจาก หนังสือ เทวกำเนิด  พระยาสัจจาภิรมย์ฯ  (พิมพ์ครั้งที่ ๑๓  ฉบับปรับปรุงใหม่)





#โหราศาสตร์ไทยเรียนด้วยตนเอง ได้ที่ .. #baankhunyai.com
#เรียนดูดวงฟรีที่บ้านคุณยายกลิ่นโสม
#อ่านดวงสไตล์คุณยายกลิ่นฯ
#Byคุณยายกลิ่นโสม

Visitors: 74,578