สวดมนต์

              การสวดมนต์ สวดคาถา


               
( โบสถ์แก้ว วัดวีระโชติธรรมาราม คลองแพ่ง  ฉะเชิงเทรา)
                            

                    การสวดแล้ว ..ชีวิตดีขึ้น

การสวดมนต์ สวดคาถานั้น ที่ได้ยินได้ฟังกันมาตั้งแต่เด็กนั้น จะนิยมสวดเป็น ภาษาบาลี ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า เป็นภาษาที่ใช้กันในสมัย ซึ่งหากแปลความหมายออกมา ก็จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นคำสวดบูชาเพื่อรำลึกถึงพระคุณของ พระรัตนตรัย อันได้แก่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ 

ในพระพุทธศาสนา ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้ปัญญา ในการพิจารณาเหตุผล
คำว่า "มนต์" จึงหมายถึงหลักธรรม บทสอนใจมากกว่าถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ แต่ถ้าจะตีความไปถึงถ้อยคำที่ขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ให้ได้จริงๆ  ก็จะต้องอธิบายว่าขลังหรือศักดิ์สิทธิ์ได้ “เมื่อนำไปสอนใจ นำไปเป็นข้อปฏิบัติ” ให้เกิดผลที่ปรารถนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากนั้นการทำจิตให้สงบในบทสวดก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นอุบายหรือว่า กลวิธี อย่างหนึ่ง คือ ทำให้จิตมีสมาธิ ในระดับหนึ่ง จดจ่ออยู่ที่ใดที่หนึ่งที่เดียว "ทำให้เกิดความ นิ่ง" จนสามารถที่จะเจริญสติได้ ที่เรียกว่า พุทธานุสติ ธรรมานุสติ และสังฆานุสติ

การสวดมนต์ หรือคาถานั้น มีประโยชน์มากมายและเป็นสิ่งที่ชาวพุทธ ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
ประการแรก คือ ช่วยทำจิตใจให้เบิกบานเป็นสุข มีความสงบ และมิจิตเป็นสมาธิ

ประการที่สอง ที่พูดกันว่าสวดมนต์ไว้เพื่อการป้องกันภัยบ้าง หรือเป็น คาถาทำให้ร่ำรวยกันบ้างนั้น น่าจะมีหมายความถึง ผู้สวดมนต์ ที่มีการรักษา ศีล ประพฤติตนอยู่ในความดีอยู่เสมอ  แล้วเมื่อเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ เวลาสวดมนต์หรือพระคาถาใดๆ ก็จะทำให้เขาจิตใจสงบเป็นสมาธิ ทำให้เกิดปัญญาขึ้นมาคิดตรึกตรองในปัญหาต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและถูกธรรม

และในประการสุดท้าย ผู้ที่สวดมนต์ตลอดนั้นถือว่าเป็นการสร้างบุญวิธีหนึ่ง จึงเป็นที่ชื่นชมของเหล่าพรหมเทพเทวดา และถ้าปฏิบัติอย่างถูกเคล็ดวิธีจะได้รับความอนุเคราะห์ช่วยเหลือจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่มาของการสวดมนต์หรือพระคาถาต่างๆ

หาก​​​​​​​แต่การสวดมนต์  จะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง สำหรับผู้ที่ทุศีลหรือไม่รักษาศีล สวดไป ก็ไม่เป็นผล เป็นแค่การออกเสียงเท่านั้น

            การสวดมนต์เพื่อระลึกถึง พระรัตนตรัย ซึ่งเป็นคุณสูงสุดในชีวิต จะก่อให้เกิด “ทรัพย์ ภายใน เพื่อที่จะเป็นปัจจัย ดึงดูด “ทรัพย์จากภายนอก” เข้ามา และมีวัตถุประสงค์ หลักใหญ่ๆ อยู่ 3 ประการได้แก่

  1. สวดมนต์เพื่อสรรเสริญและน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย
  2. สวดเพื่อขอให้อำนาจคุณพระรัตนตรัยให้ช่วยคุ้มครองปลอดภัย
  3. และสวดเพื่อจดจำคำสอนไว้เป็นหลัก ปฏิบัติ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับการสวดมนต์ ยังแบ่งได้อีกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ตามลักษณะของบทสวดมนต์ ที่นิยมสวดกันในปัจจุบัน คือ

1.บทสวดเพื่อการตั้งสัตยาธิฐาน

เป็นการสวดมนต์ด้วยการตั้งความจริงใจเป็นหลักอ้าง และบทสวดเพื่อการตั้งสัจกิริยา คือ การสวดอ้างถึงความจริง เพื่อขอพึ่งอำนาจบุญบารมีให้มาคุ้มครองตัวผู้สวด ซึ่งใน บทสวดประเภท ตั้งสัตยาธิษฐาน และบทสวดตั้งสัจกิริยา จะมีคำสวดตั้งจิตปรารถนาผลตามที่ผู้สวดต้องการ

 โดยในบทสวดมนต์ จะมีคำสวดอ้างถึงความจริงในบทสวด แล้วขออำนาจความจริงนั้นมาคุ้มครองตน ซึ่งแทรกอยู่ในตอนท้ายของบทสวดมนต์เสมอๆ เช่น บทสวด “ รัตนสูตร” ซึ่ง มีความหมายว่า เป็น พระสูตรที่ใช้สวดเพื่อการ ป้องกันภัย 3 ประการ อันได้แก่ ป้องกันโรคภัย ป้องกัน อมนุษย์ และ ป้องกัน ความทุกข์ยาก

เวลาสวดตั้งสัจกิริยาสรรเสริญ คุณพระรัตนตรัยว่า มีคุณจริงแล้ว ก็จะมีคำลงท้าย ต่อว่า  “ เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ”

ซึ่งเป็นการตั้งสัตยาธิษฐานตามคำแปลของบทสวดที่ว่า “ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงบังเกิด”

 

2.บทสวดประเภท เน้นหลัการ

เป็นบทสวดที่เน้นคำสอนในส่วนที่เป็น “ข้อห้าม” และ “ข้อควรปฏิบัติ” การสวดมนต์ประเภทนี้ ก็เพื่อเป็นการ ทำให้ จดจำ แล้วศึกษาความหมายจากบทสวดเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันให้ได้

สำหรับคาถาใดๆ ก็ตาม ถ้าหากว่าเราอยากจะต้องท่องให้จำได้ ก็จะต้องทำใจให้บริสุทธิ์ อาบน้ำชำระล้างสิ่งโสโครกให้สะอาดเสียก่อน แล้วก็นำดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระ แล้วก็ระลึกเป็นการขอพรบารมี ให้ท่องได้ง่ายจำได้แม่น แล้วก็กราบตำรานั้น 3 ครั้ง ต่อจากนั้นก็เปิดขึ้นมาท่องจำ หนังสือนั้นอย่าเหยียบอย่าข้าม อย่านั่งทับหรือนอนทับ ขณะท่องอย่านอนหลับให้หนังสือทับคาอก จะทำให้ปัญญาเสื่อม

มีเรื่องหนึ่งที่หลายท่านได้ทำสำเร็จมาแล้วมากมาย คือ การสวดคาถาชินบัญชรของสมเด็จฯ โต พรหมรังสี ซึ่งก่อนที่จะสวดนั้นขอให้สร้างบุญเป็นของตัวเองและอุทิศบุญโมทนาพระคุณความดีของสมเด็จฯ โต พรหมรังสีก่อน และหากมีโอกาสไปไหว้รูปปั้นของท่านไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม ให้ไปขออนุญาตต่อท่านเสียก่อน หรือต่อหน้ารูปถ่ายของท่านก็ได้ 

แล้วจึงเริ่มสวดด้วยความเคารพ ด้วยสมาธิ คาถาชินบัญชรที่หลายคนบ่นว่ายาวจนจำไม่ได้ คนที่ทำแบบที่แนะนำไว้สวดขึ้นใจ โดยไม่ต้องดูหนังสือเลย

คาถาต่างๆ ที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านถ่ายทอดให้ศิษย์โดย “มุขปาฐะ” หรือเป็นการบอกเล่า ทั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลัก 3 ประการคือ

1. คาถาที่ถ่ายทอดให้เป็นคาถาเฉพาะสำหรับหมู่คณะหรือเฉพาะกลุ่ม เช่น คาถาประจำตระกูล เป็นต้น ซึ่งผู้อื่นนำไปใช้จะไม่บังเกิดผล (เพราะท่านเจ้าของคาถาท่านตั้งเจตนาไว้เฉพาะเช่นนั้น)

2. การใช้คาถาให้บังเกิดผลนั้น จะต้องมีศรัทธาความเชื่อมั่นและคารวะ ความเคารพเป็นพื้นฐาน ดังนั้นถึงแม้คาถานั้นๆ จะเป็นสาธารณประโยชน์ แต่ถ้าผู้นำไปใช้ไม่มีศรัทธาคารวะ คาถานั้นๆ ก็ไม่อำนวยผล

3. คาถาจำนวนมากมีที่มาจากองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง หรือมาจากพระอรหันต์เจ้าและพระอริยบุคคลทั้งหลาย พรหมและเทวดาทั้งหลาย ดังนั้นถ้าบอกกล่าวกันไปเป็นสาธารณะ ก็จะมีผู้ได้ยินได้ฟังที่ไม่มีศรัทธาเลื่อมใสอยู่บ้าง

ถ้าเขาเหล่านั้นเป็นคนใจพาล ตำหนิติเตียนคาถา หรือที่มาของคาถาเหล่านี้ ว่าทำให้ผู้คนงมงาย ก็เท่ากับเป็นการปรามาสพระรัตนตรัยโดยตรง มีโทษหนัก

ขอแนะนำว่า ถ้าท่านไม่มีความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ และบังเอิญมาอ่านพบเข้า ขอให้ทำใจเป็นอุเบกขา หรือให้ข้ามไปเสีย อย่าอ่าน !!!

ถ้าท่านอยากอ่านและเมื่อได้อ่านแล้วก็ไม่เชื่อไม่เลื่อมใส ก็ขอให้วางใจเป็นกลางอย่าได้ประมาทปรามาสล่วงเกินเข้าจะเป็นโทษและจะทำให้ท่านพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดเร็วขึ้น

การสวดมนต์ภาวนา ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้า มิใช่การอ้อนวอน ควรให้เป็นอธิษฐานธรรม คือ เป็นการปฏิบัติด้วยการตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ มั่นคง โดยยึดหลัก 4 ประการ คือ

1. ให้เกิดปัญญา

2. ให้เกิดมีความจริงใจ (สัจจะ)

3. ต้องปฎิบัติตน เป็นผู้เสียสละ มิใช่เห็นแก่ได้ด้วยอำนาจ

4. เป็นการปฏิบัติตน เพื่อให้เกิดความสงบ จากสิ่งที่ร้าย สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลาย

เหตุที่ทำให้การสวดมนต์ ไม่ได้ผลและคาถาเสื่อมซึ่งต้องระวัง

1. มีเจตนาดูหมิ่นคาถา ด้วยกิริยาต่าง เช่น โดยการวางหนังสือหรือกระดาษที่บรรจุบทพระคาถาคาถาในที่ไม่สมควร เอากระดาษที่มีคาถาบรรจุอยู่ไปใช้ในกาลไม่สมควร ไปพบถุง ไปเช็ดของสกปรก

2. เป็นผู้มีกรรมเก่าฝ่ายไม่ดีมากจนกรรมดียากจะเข้าไปแทรกได้

3. เป็นผู้ไม่เลื่อมใส ไม่ศรัทธา ในพระคาถา คาถาต่างๆ

4. เป็นผู้เสื่อมศีลธรรมเป็นอาจิณ

5. เป็นผู้ไม่มีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณ

6. สวดพระคาถาโดยไม่เป็นไปตามวรรคตอน สลับไปมา หรือผิดอักขระ

7. สวดแบบไม่มีสมาธิกำกับ

 

ขั้นตอนสำคัญในการสวดมนต์

การสวดมนต์ให้ชีวิตนี้ เราต้องเริ่มจากการเข้าใจในบทสวดและนำไปใช้ในชีวิต อย่างที่เรียนไปแล้วว่า บทสวดมนต์ถ้าจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ต้องนำไปปฏิบัติด้วย

การสวดมนต์ นั้นเริ่มจากการชำระร่างกายให้ สะอาด นุ่งห่มด้วยเสื้อผ้าที่สบาย ถ้าเป็นชุดขาวก็จะยิ่งดี ถ้าไม่สะดวกเป็นชุดอะไรก็ได้ให้นั่งสบาย เพราะต้องสวดมนต์นานพอสมควร

ก่อนที่เริ่ม ขอให้ทำจิตใจให้สงบด้วยการทำสมาธิให้จิตนั้นนิ่ง เมื่อจิตนั้นรวมกันแล้ว ก็เริ่มสวดต้องเริ่มตั้งแต่กราบพระ 3 ครั้ง

กราบครั้งที่ 1 ให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ

กราบครั้งที่ 2 ให้ระลึกถึงพระธรรมคุณ

กราบครั้งที่ 3 ระลึกถึงพระสังฆคุณ

(การกราบนั้นแม้ไม่มีพระพุทธรูปก็กราบได้ ขอให้น้อมจิตกำหนดภาพพระพุทธรูปหรือครูบาอาจารย์ที่ท่านเคารพไว้)

 

และถ้าต้อการให้การสวดมนต์นั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้น ควรสวดบทชุมนุมเทวดา เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดาทั้งหลายให้ท่านมาร่วมชุมนุมเป็นสักขีพยานและร่วมอนุโมทนาบุญร่วมกัน

แต่ถ้าหากสวดตามปกติธรรมดาแล้วแต่ตามที่ท่านต้องการ และไล่เลียงกันดังนี้ เป็นการสวดมนต์ตามโบราณจารย์ในอดีตกาล แล้วแต่ท่านพิจารณา



โดย ธ. ธรรมรักษ์  กรกฎาคม 18, 2011
ที่มา :  https://sites.google.com/site/meditationcity/pray-for-life

หมายเหตุ : คัดลอกเขามา ไม่เก่ง ไม่ชำนาญ  มีความชอบและศรัทธาเฉพาะตน จึงทำให้อยากแบ่งปันจ๊ะ 





#By_คุณยายกลิ่นโสม
#อ่านดวงไทยสไตล์คุณยายกลิ่นฯ
#เรียนดุดวงไทยฟรีที่เวปบ้านคุณยายกลิ่นโสม
#เรียนโหราศาสตร์ไทยด้วยตนเองฉบับคุณยายกลิ่นโสม  #www.baankhunyai.com
-----------------------
ดูดวงติดต่อ Line : baankunyai  

Visitors: 87,109