จักรวาลวิทยา

        จักรวาลวิทยา (เกร็ดความรู้เรื่องไทยศึกษา)
 
จักรวาลวิทยาในพระพุทธศาสนามีเค้าโครงมาจากจักรวาลวิทยาในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งยืนยันว่าโลกมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน (คือเป็น อนันตะ)
 
ในพระพุทธศาสนาแบ่ง "ภพ" หรือบางทีเรียกว่า "ธาตุ" เป็น 3 ระดับ คือ กามภพ หรือ กามธาตุ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด เป็นภพของผู้ที่ยังหมกหมุ่นในกามารมณ์อยู่ 1

รูปภพ หรือ รูปธาตุ เป็นระดับที่สูงกว่า กามภพ เป็น ภพของผู้ที่ได้ฌาน 1
อรูปภพ หรือ อรูปธาตุ เป็นภพระดับสูงสุด ผู้ที่ได้อรูปฌานจะไปเกิดในภพนี้ 1
 
จักรวาลวิทยาถือว่ามีทิศสำคัญอยู่ 4 ทิศ จาก 4 ทิศขยายออกไปเป็นทวีคูณ คือ เป็น 8 ทิศ 16 ทิศ และ 32 ทิศ ตามลำดับ คติเรื่องนี้ได้มีอิทธิพลต่อศิลปะ วรรณคดี สังคม และการเมืองมาก
ปรัชญาศิลปะตามแบบบุรพทิศ ถือว่าสี่เหลี่ยมจัตุรัสเป็นสัญลักษณ์แทนโลกหรือแผ่นดิน ทรงกลมเป็นสัญลักษณ์แทนสวรรค์หรือฟ้า
 
ในด้านสถาปัตยกรรม การสร้างปูชนียสถาน เช่น ปราสาท สถูป เจดีย์ มักจะแฝงปรัชญาด้านจักรวาลวิทยาอยู่เสมอ เช่น ปราสาทหินที่นครวัด จะเห็นว่าสร้างอยู่บนแผนผังที่เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีปรางค์ห้าองค์ องค์กลางเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ ปรางค์ย่อมอีกสี่องค์ ล้อมอยู่สี่มุม คือ เขายุคุนธร อิสินธร กรวิก และ สุทัศน์


เมื่อได้นำจักรวาลวิทยามาใช้ในพระพุทธศาสนาแล้ว คติเกี่ยวกับเทพเจ้าหรือเขาพระสุเมรุก็ค่อย ๆ เลือนไป ลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสกลายเป็นสัญลักษณ์แทน "จีวร" รูปทรงกลมกลายเป็นสัญลักษณ์ของ "บาตร" นอกจากนั้นโลหะแหลมบนยอดปรางค์ที่เรียกว่า "นภศูล" อันเป็นสัญลักษณ์แทนอาวุธของพระอินทร์ ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แทน "ไม้เท้า" และต่อมาก็กลายเป็น "ฉัตร"
ศิลปะทางพระพุทธศาสนาประเภทลาย เช่น ดอกประจำยาม หรือดอกสี่กลีบ ดาวดอกจอก ดาวกลีบบัว รวมทั้งลายดาว พวกดาวจงกล ดาวรังแตน ดาวกระจาย ฯลฯ ล้วนวิวัฒนาการมาจาก "ดอกบัว" ทั้งสิ้น อันเป็นสัญลักษณ์แทนทิศทั้งสี่ แล้วขยายออกเป็น 8 กลีบ 16 กลีบ และ 32 กลีบ ตามลำดับ เป็นการยกย่องบูชาจากประชาชนทั้งสี่ทิศ คือทั่วทั้งโลกนั่นเอง
ถ้าพิจารณาพุทธวิหาร Borobudur ในประเทศอินโดนีเซีย จะพบว่าแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือล่างสุดเป็นสี่เหลี่ยมจตุรัส แบ่งเป็นชั้น กามธาตุ หรือ กามภพ หรือ กามาพจร ตอนกลางมีลักษณ์กลมโดยรอบ มีสามชั้น คือ รูปธาตุ หรือ รูปภพ หรือ รูปาพจร ส่วนยอดเป็นเจดีย์องค์ใหญ่ตรงกลาง เป็นชั้น อรูปธาตุ หรือ อรูปภพ หรือ อรูปาพจร ยอดสุดขององค์เจดีย์ คือ นิพพาน หรือ วิมุตติ อันได้แก่การ ดับกิเลส หรือการหลุดพ้นจากกิเลสอย่างสิ้นเชิง





(อ้างจาก พจนานุกรมศิลปกรรม อักษร ข- ฉ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. 2526.)(ภาพ ฐานเขาพระสุเมรุ) 
ขอบคุณที่มา : https://www.facebook.com/ThaiStudiesCU
 
Visitors: 178,803