ดวงหมอดู

หมอดู มีหน้าที่เพียงเป็นแค่ คนอ่าน คนแปลดาว อ่านแผนที่ชีวิต พยากรณ์ออกคำทำนาย ของคนที่เข้ามารับการดูดวงนั้นๆ ซึ่งในดวงชะตานั้นๆจะแสดงให้เห็นจาก ลายมือ  หน้าตา(โหวงเฮ้ง)  รูปร่าง(นรลักษณ์) ตัวเลข(เลขศาสตร์) อุปกรณ์เช่นไพ่ป๊อก ไพ่ธัมศิลป์ ไพ่ออราเคิล ไพ่ยิบซี  ใบไม้ ดอกไม้ หินรูน หรือ จะจากวันเดือนปีเกิด เช่น กราฟชีวิต เจ็ดตัว จักราศี พาราณสี  สิบลัคน์ ภารตะ ยูเรเนียน เป็นต้น

ซึ่งในออกคำพยากรณ์ของคนนั้นๆ ผู้ที่ออกคำพยากรณ์ จะแปลตามสิ่งปรากฎจากดวงดาว หรือจากอุปกรณืต่างๆที่ใช้ในการทำนาย เท่านั้น  ว่าดวงชะตาการดำเนินชีวิตของดวงชะตาของคนนั้นๆเท่านั้น จะเป็นอย่างไรก็จะอ่านดวงตามกรรมของเขากำหนดมา ซึ่งหมอดูจะไม่มีการเข้าไปมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจของผู้ที่เข้ามารับการดูดวง  

หมอดูจะต้องมีเพียงการอ่านดาว แปลความหมายของดวงนั้นๆ หมอดูมีหน้าที่รับฟังและเป็นที่ปรึกษา ที่จะแนะนำการปรับ การแก้ไขวิถีชีวิตของผู้ที่มารับการพยากรณ์ ให้ดำเนินชีวิตสอดคล้องตามดวงชะตาของผู้ที่มารับการพยากรณ์เท่านั้น เพื่อให้ชีวิตของเขามีความบรรเทา มีความคล่องตัวมากขึ้น ชีวิตของเขาจะได้ไม่เหนื่อย ไม่หนักมากไป ไม่ทุกข์เกินไป สำหรับเขานั่นเอง 

ดั่งคำกลอนด้านล่างนี้  ดวงเป็นแค่แผนที่บอกว่าดำเนินชีวิต ให้ดำเนินชีวิตอย่างไร ถึงจะเดินทางปลายทางได้โดยปลอดภัย(สวัสดี)

ดวงนั้นเปรียบ ดั่งแผนที่  บอกชีวิต 
ช่วยบอกทิศ บอกทาง บอกที่หมาย 
รู้มีเคราะห์ ไม่ประมาท เคราะห์อาจคลาย 
ถึงที่หมาย มีชัยโชค สวัสดี

(กลอนบทนี้ได้รับแนวคิดมาจาก อาจารย์ประทีป อัครา)

ดวงดาวตามดวงชะตาของผู้ที่มารับการพยากรณ์นั้น ก็เป็นเพียงการบอกเรื่องราวผลของการกระทำในกรรมเก่า ของเจ้าชะตา ซึ่งในดวงชะตาจะบอกเรื่องราว ที่เป็นผลที่เจ้าชะตาจะต้องได้รับ ต้องพบ ต้องเจอ ต้องระมัดระวัง เท่านั้น  
หาใช่ดวงดาวเป็นผู้กำหนดไม่ เจ้าชะตาเป็นผู้กำหนดไว้ในกาลก่อนทั้งสิ้น จึงทำให้ต้องรับผลของการกระทำในปัจจุบัน นั่นเอง

     

ดั่งในสมัยกึ่งพุทธกาล อสูรและเทวดา มีการทำสงครามกันทุกๆ ๕๐๐ ปี ซึ่งในการทำสงครามทุกครั้ง ทุกครั้งก่อนรบกัน ฝ่ายอสูรและเทวดา ก็จะพากันไปกราบพระอินทร์ เพื่อทูลถามว่าการสงครามในครั้งนี้ ฝ่ายไหนจะเป็นผู้พ่ายสงคราม แล้วพระอินทร์ท่านก็ตอบมาว่า อสูรก็จะฝ่ายพ่ายแพ้สงคราม ซึ่งก็จะเป็นแบบนี้มมาทุกครั้ง

จนกระทั่งครบ ๕๐๐ปี อีกครั้ง ฝ่ายอสูรและเทวดาก็จะทำสงครามเหมือนทุกครั้ง  และก็เป็นเหมือนเคยคือ เหล่าเทวดาและอสูร ต่างพากันไปขอคำทำนายกับพระอินทร์เหมือนทุกครั้ง ซึ่งคำทำนายก็จะเป็นเหมือนทุกครั้งคือ ฝ่ายอสูรก็ว่าฝ่ายตนนั้นต้องพ่ายแพ้แน่ๆ ในเมื่อฝ่ายตนก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียหายก็ขอรบแค่ตาย ส่วนฝ่ายเหล่าเทวดาจะได้เป็นผู้ชนะ  ฝ่ายเทวดาฟังแล้วก็เฮฮา ฟังแล้วก็เยาะเย้ยฝ่ายอสูรก็ว่ากันไป แล้วก็ทำการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่การโต
 
จนมาถึงวันที่ต้องมีการทำสงครามกัน ฝ่ายอสูรปีนขึ้นเขา จนขึ้นมาถึงด้านบนเขา ก็เห็นฝ่ายเหล่าเทวดายังนอนสลบสไลจากการเฉลิมฉลองว่าพวกตนจะชนะอยู่ อสูรจึงจู่โจมรบกัน ฝ่ายเทวดายังสลบไสลอยู่ จึงลุกขึ้นต่อสู่รบกันไม่ทัน จึงทำให้พ่ายแพ้แก่ฝ่ายอสูร 

ฝ่ายอสูรหลังรบกันแล้ว ก็เกิดความสงสัยว่าทำไมฝ่ายตนชนะ ฝ่ายเหล่าเทวดาพ่ายแพ้แล้วจึงกันไปกราบพระอินทร์ เพื่อทูลถามว่า ทำไมตนพ่ายแพ้ทั้งๆที่พระอินทร์ออกคำทำนายแล้วว่าจะชนะ แต่ครั้งไปถึงทิพยพิมานพระอินทร์ ไม่อยู่วิมาน (คาดว่า ถ้าอยู่คงรับสถานการณ์ไม่ไหว จึงหลบไปก่อน)  จึงพากันไปกราบพระพุทธเจ้า 

พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกไปกับเหล่าเทวดาและฝ่ายอสูรไป ว่า ..
ดวงดาว ฤาจะกำหนดความเป็นนั้นได้ 
สิ่งที่กำหนดได้ นั่นคือ"ความเพียร" นั้นเล่า 

ที่แทรกเล่าๆมาให้อ่านกันเพื่อจะบอกว่า ดวงดาวนั้นๆที่ปรากฎบนดวงชะตาของเรา ก็คือกรรมเก่า ของเราเท่านั้นเอง หาใช่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดจริงๆหากเรารู้ว่าเรื่องใดที่จะเกิดขึ้นไม่ดี หากเราขวนขวาย หลบ ป้องกัน หลีกเลี่ยง แก้ไข เราก็ "อาจจะป้องกันแก้ไขเรื่องราวนั้นๆได้" นั่นเอง

     

เล่าเรื่องอื่นไปเยอะแยะแล้ว ขอไปกันต่อนะจ๊ะ ขออธิบายศาสตร์แห่งการพยากรณ์ ซึ่งในมุมมองกันก่อนนะ
ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ แบ่งออกเป็น ๓ สาย ได้แก่

สายแรก คือ สายวิชาการ อันได้แก่ โหราศาสตร์จักราศี  พาราณสี ภาระตะ  ยูเรียน   เลข ๗ ตัว  กราฟชีวิต โหวงเฮ้ง ลายมือ  ฯ


สายที่ ๒ คือ สายญาณ  จิตสัมผัส อันได้แก่ หมอดูจิตสัมผัสทั้งหลาย ร่างทรง ร่างผ่าน  นั่งทางใน นั่นเอง

สายที่ ๓ คือ สายผสมการเสี่ยงทาย ระหว่างวิชาการ ญาณ โดยใช้สื่อสัญลักษณ์ ร่วมในการออกคำพยากรณ์ อันได้แก่ ไพ่พยากรณ์ต่างๆ  หมอดูใบไม้  เซียมซี  อี้จิง หินรูน ฯ

สายแรก คือ สายวิชาการ
ข้อดี  คือ ใช้ได้ไม่จำกัด พลิกแพลงได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้พยากรณ์  วิเคราะห์ภาพรวม เหตุการณ์ต่างๆ ทั้งในอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต ได้อย่างมีระบบ ชัดเจน  ตามหลักวิชาการสถิติที่เก็บมา   ตามหลักวิชาการ                                                               

ข้อเสีย คือ ต้องใช้เวลาในการศึกษา ต้องท่องจำตำรา จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่รักการอ่าน ไม่รักการคำนวณเท่าไหร่

สายที่ ๒ คือ สายญาณ  จิตสัมผัส (สายลมปราณ)
ข้อดี  คือ ไม่จำเป็นต้องทราบข้อมูล วันเดือนปี เวลาเกิดของเจ้าชะตา ก็สามารถออกคำพยากรณ์ได้  การได้มาของวิชา สายนี้ บางคนอาจจะไม่ยากนัก ในบางคน มาจากสัญญาเดิม(กาลก่อนบำเพ็ญมามา) บางทีเมื่อถึงเวลาก็มาเอง  มักถูกจริต แบบวิถีไทยๆ เรียกศรัทธาได้                                                                                                         

ข้อเสีย คือ ไม่เสถียร ไม่แน่นอน ปิดๆ เปิดๆ  ขึ้นกับบุญเก่าที่ทำมา บางวันก็พยากรณ์ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ บางวัน บางเวลา ก็พยากรณ์ไม่ได้เลย ก็มี หรือ เช้าพยากรณ์ได้ บ่ายพยากรณ์ก็ไม่ได้ ก็มี

สายที่ ๓ คือ สายผสมการเสี่ยงทาย ระหว่างวิชาการ ญาณ โดยใช้สื่อสัญลักษณ์
ข้อดี คือ เหมือนกับสายที่ ๑+๒ เป็นสายผสม กล่าวคือ แต่ไม่จำเป็นต้องทราบข้อมูล วันเดือนปี  เวลาเกิดของเจ้าชะตา แต่อย่างใด แต่จะสามารถ ใช้หลักวิชาในการออกคำพยากรณ์ได้ด้วย โดยใช้สัญลักษณ์หรืออุปกรณ์ต่างๆ ในการออกคำพยากรณ์ เช่น ไพ่ต่างๆ หินรูน ใบไม้ รูปภาพ ฯลฯ ใช้เวลาในการศึกษาไม่มากนัก เนื่องจากเนื้อหาไม่มากเท่าตามสายที่ ๑ 
ขึ้นกับผู้ออกคำพยากรณ์ มีประสบการณ์และ ละเอียดขนาดไหน และฌาณ ของผู้ออกคำพยากรณ์ ด้วยเหมือนกัน
ข้อเสีย ของสายนี้ คือ คล้ายๆกับ สายที่ ๒ กล่าวคือ เป็นสายผสม ซึ่งในการออกคำทำนายที่ต้องใช้ญาณ เซนส์ จิตสัมผัส เข้าไปเกี่ยวข้อง ปัญหาที่จะตามมาก็คือ หากการรักษาอารมณ์จิตไม่นิ่ง การวางอารมณ์ใจได้ดีไหม ซึ่งในทางปฏิบัติดี การออกคำนายมักจะออกมาได้ดี และแม่นยำด้วย
แต่หากการปฎิบัติไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้การรักษาอารมณ์ใจ อารมณ์จิตไม่นิ่งไม่ดีไปด้วย คำทำนายมักจะค่อนข้างไกว่ไปมา ไม่มั่นคง ไม่แม่นยำ แต่ถึงกระนั้นยังสามารถออกคำทำนายได้เพราะยังอุปกรณ์ในการออกคำทำนายอยู่ จากตามสายที่๒ นั่นก็คือ ไพ่ต่างๆ ใบไม้ หิน ฯ นั่นเอง


แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ที่เป็นนักพยากรณ์ออกคำทำนาย หมอดู หรือ โหร  นั้น
มักจะมีดวงชะตา ที่มีดวงดาว อาทิตย์(๑)  อังคาร(๓)  พุธ(๔)  พฤหัส(๕)  เสาร์(๗)  ราหู(๘)  เกตุ(๙) มฤตยู(๐) สัมพันธ์ถึงกัน และ 
ยังต้องมี ที่มี ๓ ข้อนี้ สัมพันธ์ถึงกันด้วย นั่นคือ

๑.ลัคนา คือ สภาพแวดล้อม สภาวะแวดล้อม จุดอิทธิพล ของเจ้าชะตา
๒.ตนุลัคน์ คือ ตัวตน วาสนา ของเจ้าชะตา
๓.ตนุเศษ คือ จิตใจ ความนึกคิด ความชอบ ความใส่ใจ ความสนใจ ของเจ้าชะตา

ซึ่งทั้ง ๓ ข้อนี้ ต้องมีจุดสัมพันธ์ กุม โยค เล็ง เป็นสามแก่ลัคนา หรือ เป็นสี่แก่กัน หรือแม้นแต่เบียนลัคนา(ทางจันทรคติ) แต่นั่นจะต้องสัมพันธ์ถึงกัน ดวงดาว และต้องสัมพันธ์เรือน/ภพ ราศี ตนุ กดุมภะ อริ กัมมะ มรณะ วินาศนั่นเอง 


สำหรับคนใดที่มีดวงเป็นหมอดู หรือชอบดูดวง(มือสมัครเล่น) เราพิจารณาดู ภพ/เรือน กดุมพะ กัมมะ ลาภะ ว่ามีดาวเจ้าเรือนมรณะ วินาศ  เกตุ  มฤตยู มาสถิตอยู่ไหม  หรือ
ดาวเจ้าเรือน มรณะ กัมมะ วินาศ ไปสถิตอยู่ในภพ อริ  มรณะ  วินาศ หรือไม่ 
หากเป็นไปตามที่ว่ามานี้ เพื่อนๆก็สามารถทำอาชีพ หมอดู ได้ 
ซึ่งจะเขียนลงราpละเอียดในบทต่อๆไปนะจ๊ะ


ส่วนเรื่องคำถามต่อมา ก็คือ แล้วถ้ามีดวงชะตา ที่พอจะเป็นหมอดูได้แล้ว
เราจะเรียนศาสตร์ไหน หรือ วิชาใดดี 
ขอบอกแบบนี้นะจ๊ะ หลักๆก็คืออยู่ที่ ความชอบ ความถนัด ของเรา ว่าเราชอบหรือมีความโน้มเอียงไปทางวิชาใด และ
วิชาใดที่เราศรัทธา คือ เมื่อใช้วิชาใดแล้วจะรู้สึกมั่นใจ ว่าแม่นยำ ก็วิชานั้นแหละครับ ทั้งนี้เพราะดวงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

หากจะเรียนโดยใช้การคำนวณดาว ก่อนการออกคำพยากรณ์ ก็จะมี  จักราศี พาราณาสี สิบลัคน์ ยูเรเนียน ภารตะ ฯ  
ซึ่งจะสามารถเรียนไปเรื่อยๆ เรียนไปถึงเรื่องฤกษ์ สุริยาตร์  หรือเรียนไปถึงการคำนวณ ดวงพิชัยสงครามได้ด้วย  
หรือหากจะชอบเบาลงมาหน่อย ก็จะมี ๗ ตัว สองฐาน เก้าฐาน  ทักษา ฯ

หากท่านที่ไม่ได้ชอบเรื่องที่คำนวณ ก็อาจจะใช้ ลายมือ โหวงเฮ้ง นรลักษณ์ พลังจิต ไพ่ป๊อก ไพ่ยิปซี  ไพ่ต่างๆ หิน ใบไม้ 
หรือใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในการดูดวงก็ได้ สุดแต่ตามจริต






#By_คุณยายกลิ่นโสม ::
#โหราศาสตร์ไทยฉบับเรียนด้วยตนเอง ได้ที่.. 

#บ้านคุณยายคุณยายกลิ่นโสม 

#www.baankhunyai.com 
......................................
ติดต่อดูดวง  Line  : baankunyai 

Visitors: 74,580