โหราศาสตร์คืออะไร

                                โหราศาสตร์คืออะไร
                                     ส.แสงตะวัน 


                                         
      

โหราศาสตร์คืออะไร

               "โหราศาสตร์คืออะไร" หรืออะไรคือโหราศาสตร์ อันคำว่า โหราศาสตร์ ในที่นี้มิได้หมายถึงว่าเอาตัวอักษรมาแปลความหมายกัน กระผมหมายถึงว่า อะไรกันที่เราเรียกว่า โหราศาสตร์ ถ้าเราจะหมายถึงการเอาดวงดาวมาเล่นกับชีวิต มนุษย์ และสัตว์ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นในโลกก็คงไม่ผิดนัก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเกิดการเคลื่อนไหวได้ก็ด้วยอำนาจดวงดาวในท้องฟ้า ทั้ง ๆ ที่เรานักเล่นในทางพยากรณ์ก็รู้ ๆ กันอยู่ว่า โหราศาสตร์คือการเล่นกับดวงดาว แต่อะไรเล่าเราเอาอะไรมาเล่นกัน เรื่องนี้มีผู้ให้ข้อคิดแตกต่างกันไปหลายแง่หลายมุม 

              กระผมได้ศึกษาและค้นคว้ามานาน ก็ได้พบว่าโหราศาสตร์มุมกลับของแสงที่พุ่งผ่านมายังโลก แสงเหล่านั้นเป็นแสงของหมู่ดวงดาวอันระยิบระยับบนท้องฟ้า โดยได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ แล้วจึงสะท้อนมายังโลกอีกทีหนึ่ง เพราะโลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีธาตุใหญ่อยู่ ๔ ธาตุด้วยกัน เป็นธาตุที่มีสัดส่วนสมบูรณ์ที่สุด และธาตุเหล่านี้ยังแยกแยะออกเป็นธาตุย่อย ๆ ได้อีกมากมายก่ายกอง ธาตุเหล่านี้เมื่อเกิดการผสมหรือรวมตัว ย่อมทำให้เกิดการเคลื่อนไหวหรือเกิดวัตถุต่าง ๆ ขึ้นได้ ด้วยการถูกบังคับจากแสงของดวงดาวบนท้องฟ้าเป็นผู้บันดาล 

             การที่จะรู้ว่า ความหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงของชีวิตมนุษย์และสัตว์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลายในสากลโลกได้ เราต้องอาศัยปฏิทินโหรเป็นคู่มือในการตรวจ และวินิจฉัยตัดสินอีกที่หนึ่ง ถ้าปฏิทินได้มีการคำนวณที่ถูกต้อง เราก็จะทำนายได้ถูก หรือใกล้ความจริงที่สุด แต่ถ้าปฏิทินเกิดคำนวณผิด เราก็จะพลอยผิดไปด้วย ที่กล่าวมานี้กระผมหมายถึงที่เล่นดวงได้แตกฉานแล้วย่อมรู้ดี 

            เพราะเหตุใด โหราศาสตร์กับดาราศาสตร์ จึงมีความเห็นขัดแย้งกันด้วยเรื่องการย้ายของดวงดาว ระหว่างราศีหนึ่งไปอีกราศีหนึ่งดูไม่ค่อยจะตรงกันเสียเลย บางทีฝ่ายดาราศาสตร์ย้ายไปก่อนก็มี ทั้งนี้เนื่องจากเรายังไม่ค่อยจะเข้าใจกันดีพอในเรื่องโหราศาสตร์นั่นเอง

            อันที่จริงการคำนวณของดาราศาสตร์เขาคำนวณได้ถูกต้องทีเดียว กระผมเชื่อได้สนิท เพราะสมัยนี้เขามีเครื่องมือแบบวิทยาศาสตร์เข้าช่วยจึงทำให้ก้าวหน้าไปได้มาก แต่ทางโหราศาสตร์(ไทย) ที่เขาคำนวณทำปฏิทินให้เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ การคำนวณของเขาก็ถูกต้องเหมือนกัน แต่ถูกคนละทาง ทางของดาราศาสตร์ถ้าจะกล่าวกันให้ฟังง่าย ๆ ก็คือ ทางตรง ที่เรามองออกไปบนท้องฟ้า

             ส่วนทางของโหราศาสตร์เป็นทางมุมกลับที่มองจากท้องฟ้ามาหาโลก คือยึดเอาการเคลื่อนบนโลกเป็นเกณฑ์ เช่นเรายืนอยู่กลางแดดในตอนเที่ยงตรง จะเห็นได้ว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะเราพอดี แต่อีกคนหนึ่งยืนอยู่บนดวงอาทิตย์แล้วมองลงมายังโลก แล้วจึงจะรู้ว่าคนทั้งสองยืนหยุดอยู่ตรงจุดไหน บรมครูในครั้งโบราณกาล ได้ใช้การสังเกตและค้นคว้าติดต่อกันมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้สูตรที่แน่นอนจึงได้ทำปฏิทินให้เราใช้กันอยู่ขณะนี้ 

              ทางโหราศาสตร์ นอกจากจะสังเกตเคลื่อนย้ายดวงดาวแล้ว เขาจะต้องยึดแสง และกระแสธาตุเป็นหลักในทางพยากรณ์ ดวงดาวเป็นแต่เพียงจุดที่สถิตอยู่ในระหว่างราศีเท่านั้น ส่วนกระแสธาตุของดวงดาวอาจจะไปแสดงอิทธิพลอยู่ราศีอื่นก็ได้ การเล่นในทางพยากรณ์ของโหราศาสตร์ ในระยะต้นเขายึดเอาโลกขึ้นมาเป็นหลักของจุดเริ่มต้น แล้วจึงยึดเอาดาวอาทิตย์และดาวจันทร์เป็นองค์ประกอบเหนี่ยวรั้งกันเป็นสามเส้า เพราะโลกกับอาทิตย์และจันทร์มีกระแสธาตุดึงดูดกัน แรงมากและกระแสธาตุของทั้งสามนี้ต่างก็ไม่เหมือนกัน ธาตุของอาทิตย์เป็นอันดับหนึ่ง เพราะเป็นแม่แสงของดาวทั้งหลายที่ต้องอาศัยเชื้อเอามาสร้างอิทธิพลให้แก่ตนเอง ดาวจันทร์เป็นอันดับสอง มีแสงของตัวเองเรียกว่าแสงอนุภาค และก็ต้องอาศัยแสงของอาทิตย์เข้าช่วยด้วยเหมือนกัน ส่วนโลกของเราก็มีแสงเหมือนกัน เรียกว่าแสงเรืองรองหรือรังสี ในทางพยากรณ์เราเอาเงาของโลกมาใช้ เพราะเพื่อการสัมผัสกับกระแสธาตุของดาวอื่น ๆ เงาของโลกเราเรียกว่าราหู เพราะราหูแสดงอานุภาพให้แก่โลกเรามากมาย ราหูนี้แหละเป็นมูลเหตุทำให้เกิดวิชาโหราศาสตร์ในภาคพยากรณ์ขึ้น ฟังดูเผินก็ไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ เพราะราหูทำให้เกิดกิเลส เข้าครอบงำโดยไม่รู้สึกตัว คนที่หนีราหูพ้น ผู้นั้นคืออรหันต์ 

               อาทิตย์เดินรอบโลกเป็นเวลาประมาณ ๒๔ ชั่วโมง ราหูก็เดินรอบโลก ๒๔ ชั่วโมงเหมือนกัน ที่กระผมกล่าวมานี้ ฟังดูจะเป็นการขัดแย้งกับหลักทั่วไปทั้งทางด้านโหราศาสตร์สากลและทางไทยที่เราเคยเล่นกันอยู่ แต่ขอให้เข้าใจเสียใหม่ว่า ราหูทางพยากรณ์นั้นมีสองแบบ แบบหนึ่งที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน อีกแบบหนึ่งคือราหูที่เดินรอบโลกทุก ๒๔ ชั่วโมง ดังที่เราประสบพบเห็นกันในเวลาค่ำคืน ราหูหลังนี้พวกเราไม่ค่อยจะรู้จัก ทั้ง ๆ ที่เราพบกันอยู่ทุกคืน คนโบราณเขาหลอกเราว่า ถ้าอยากจะเห็นราหู ให้คอยดูตอนคืนที่มีจันทรคราส แต่ความจริงเห็นกันอยู่ทุกคืน ราหูนี้เขาใช้เล่นประกอบทางพยากรณ์มาก เพราะมีความรุนแรงเท่ากับราหูที่เราเอามาจากปฏิทินใช้แทนดวงดาว แต่ถ้าเราเล่นไม่เป็นก็จะทำให้รสสนุกในทางพยากรณ์น้อยลง พอได้เวลาใกล้ค่ำเงาของราหูจะเริ่มสาดกระแสธาตุเข้ามาหาตัวเรา ระบบประสาทของเราจะเริ่มมีอาการผิดปกติ เช่น อยากดื่มของมึนเมา อยากเที่ยวตามบาร์ ตามคลับ บางทีก็ทำให้ประสาทซึมเซา ง่วงนอน บางทีก็อยากอยู่อย่างวิเวก บางครั้งเกิดราคะจริตอาจทำให้เกิดผิดศีลธรรมไป เกิดไปตัดช่องย่องเบา ลักขโมย ฉุดคร่าอนาจาร สิ่งเหล่านี้เป็นไปด้วยอำนาจของราหูทั้งสิ้น 

              เกจิอาจารย์บางท่านกล่าวว่า ราหูมักจะแสดงอิทธิพลรุนแรงในเวลากลางคืน เรื่องนี้เราก็พอจะรับฟังได้ โดยเอาราหูมาประยุกต์เข้ากับบรรยากาศตอนกลางคืน แต่ถ้าเรามาคิดแยกกันอีกที ก็จะเกิดมีราหูขึ้น ๒ ดวง ฟังดูแล้วก็เป็นสิ่งที่น่าขบขันที่กระผมนำเอาอะไรมาพูด ดูจะนอกลู่นองทางเสียแล้ว ความจริงกระผมก็ไม่อยากนำมากล่าวในที่นี้เหมือนกัน แต่ก็อยากจะให้ท่านผู้ฟังนำเอาไปคิดดูเอาเองก็แล้วกัน ถ้าเห็นว่าไม่มีมูลความจริงก็ทิ้งไปเสีย แต่มันเป็นมูลเหตุที่มาของโหราศาสตร์ที่เราเล่นกันอยู่ โบราณเราเมื่อค้นพบอะไรดี ๆ แม้จะเปิดเผยให้ก็มักจะซ่อนอะไรต่ออะไรไว้เสมอ เราได้กันมาไม่ค่อยจะครบถ้วน มิหนำซ้ำยังกล่าวเป็นปริศนาให้พวกเราเข้าใจไขว้เขวไปก็มีมากมาย เรื่องราหูนี้มีมากมาย และกว้างขวางสุดที่จะกล่าวได้หมด จึงขอยุติไว้เพียงเท่านี้ก่อน 

             โหราจารย์ท่านจึงจับเอาดาวทั้งสามนี้ ตั้งเป็นมุมตรึงเอาไว้ คล้ายเป็นมุมฉากสามเหลี่ยม เพราะดาวทั้งสามนี้เป็นแม่บทสำคัญในทางพยากรณ์ โดยพิจารณาเห็นว่าดาวอาทิตย์เดินรอบโลก เป็นเวลาประมาณ ๒๔ ชั่วโมง เราเรียกว่า วันหนึ่ง แต่อาทิตย์จะเคลื่อนไปประมาณ ๑ องศา ในราศีที่อาทิตย์สถิตอยู่ เมื่อเดินครบรอบ ๓๐ หรือ ๓๓ วัน เราเรียกว่า เดือนหนึ่ง เป็นเดือนของทางสุริยคติ ส่วนดาวจันทร์จะเดินเร็วกว่าอาทิตย์ คือเดินรอบโลกประมาณ ๒๙ หรือ ๓๐ วัน จึงจะพบบรรจบดาวอาทิตย์ เราเรียกว่า เดือนหนึ่ง เหมือนกัน แต่เป็นเดือนของทางจันทรคติที่กล่าวมานี้

            ท่านผู้ฟังคงจะทราบกันมาแล้ว ส่วนโลกนั้นจะเป็นจุดคอยดึงดูดเอากระแสธาตุของอาทิตย์และจันทร์อยู่เสมอ แต่ดาวอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกเรามากกว่าดาวจันทร์ กระแสธาตุของโลกจึงดูดรับเอากระแสธาตุจากจันทร์แรงกว่าอาทิตย์ แต่จันทร์ก็ต้องอาศัยพลังแสงจากอาทิตย์เข้าเสริมอีกชั้นหนึ่ง คืออาทิตย์ส่องแสงมายังจันทร์ แล้วสะท้อนแสงมายังโลกแต่แสงที่สะท้อนมานั้น ได้ถูกแสงอนุภาคของจันทร์กลั่นกรอง ให้กลายมาเป็นแสงของพระจันทร์หรือจะเรียกว่า แสงของพระจันทร์ได้ผสมผสานมากับแสงของอาทิตย์ด้วยก็ได้ ถ้าดูโดยผิวเผินคล้ายกับว่าไม่ใช่แสงของพระจันทร์เป็นแสงของอาทิตย์ไป แต่ธาตุแท้เป็นแสงของพระจันทร์ต่างหาก อุปมาดังเรารับประทานอาหาร พระจันทร์เปรียบเสมือนข้าว อาทิตย์เสมือนกับข้าว เรามักไม่ค่อยจะชอบรับประทานข้าวเพียงอย่างเดียว จะต้องอาศัยกับข้าวมาเป็นเครื่องนำทางด้วย หรือเอามาหลอกล่อให้ข้าวตกลงไปอยู่ในกระเพาะ จึงเป็นอันว่าข้าวได้ผสมอยู่กับกับข้าวอย่างกลมกลืนกัน 

             ตอนต่อไปเขาก็จับเอาดาวอื่น มาประกอบการเล่นต่อไปจนกระทั่งถึงดาวฤกษ์ จากการที่ยึดเอาโลก อาทิตย์ และพระจันทร์เข้ามาเป็นจุดเริ่มต้นแล้ว เขาก็ยึดเอาดาวพุธเข้ามาผสมอีกดวงหนึ่ง เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นในโลกนี้มาจากธาตุเป็นมูลเหตุ และธาตุนั้น ๆ มาจากอะไรจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอิทธิพลดวงดาว จึงได้วิเคราะห์จากการผันแปรของธาตุต่าง ๆ ตั้งแต่ชั้นบรรยากาศลงมาจนถึงในโลก มีแม่ธาตุที่ใหญ่ ๆ อยู่ ๔ ธาตุ ธาตุไฟ ได้แก่ อาทิตย์ ธาตุดิน ได้แก่ จันทร์ ธาตุลม ได้แก่ ราหู ยังมีธาตุน้ำอีก ธาตุหนึ่ง ได้แก่ ดาวพุธ ดาวพุธนี้ มีอิทธิพลทางธาตุน้ำ ที่ใหญ่มากสำหรับโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ เพราะโลกเรานี้ มีน้ำถึง ๓ ส่วน เป็นแผ่นดินเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น ดาวพุธจึงเป็นอาวอันดับที่ ๔ ที่จะนำเอามารวมเข้าในทางพยากรณ์ น้ำหรือของเหลวที่เกิดขึ้นในโลก เป็นไปด้วยอำนาจของดาวพุธเป็นส่วนใหญ่ ดาวพุธเป็นบ่อเกิดของวัตถุ พืช มนุษย์และสัตว์ แต่ธาตุทั้ง ๔ นี้ยังมีดาวที่เป็นคู่กันอีกหมู่หนึ่ง เช่น อาทิตย์ธาตุไฟคู่กับพระเสาร์ จันทร์ธาตุดินคู่กับพฤหัสบดี ราหูธาตุลมคู่กับอังคาร และพุธธาตุน้ำคู่กับพระศุกร์ เขาจัดไว้เป็นคู่ ๆ เพื่อปรุงแต่งไว้ใช้ในทางพยากรณ์ต่อไป เช่น ตำราว่าดาวอาทิตย์กับดาวพฤหัสโคจรเข้าทับกันจะได้มิตรที่ดี ได้คู่ครอง ได้บริวาร และมักจะประสบโชคดี ที่ท่านกล่าวมานี้ท่านหมายถึงอาทิตย์เป็นธาตุไฟ ส่วนดาวพฤหัสเป็นธาตุดินที่แห้งกระเตอะ คือดินที่ไม่มีความชื้นเหลืออยู่เลย คล้ายดินเผาเป็นต้นธาตุดินนี้จึงเป็นธาตุที่โปร่งแสง จึงทำให้ความร้อนหรือธาตุของอาทิตย์ผ่านเข้าไปหลอมตัวอยู่ได้อย่างกลมกลืนกันที่เดียว ท่านโหราจารย์กล่าวไว้ถูกต้องทีเดียว

              แต่ถ้าเราจะนำเอามาเล่นในทางพยากรณ์ให้กับบุคคล กระผมเห็นว่าไม่ตรงเป้าหมายที่แท้จริง เพราะเหตุว่าโลกเรามีผืนแผ่นดินที่มีความชื้นอยู่ทั่วไป บางแห่งก็มีน้ำหล่อหลอมอยู่ เช่น แม่น้ำ ทะเล เป็นต้น ร่างกายเราก็มีธาตุน้ำหล่อหลอมอยู่ทั่วไป จะหาธาตุดินที่กระเตอะมิได้เลย เมื่อธาตุความร้อนของอาทิย์ผ่านเข้ามาในธาตุของดาวพฤหัสบดีจะต้องถูกธาตุน้ำเข้าขวางกั้น เมื่อธาตุของอาทิตย์ผ่านเข้าไปสู่ธาตุของพฤหัสบดีไม่ได้เพราะน้ำขวางกั้น จึงทำให้เกิดเป็นศัตรูกัน เพราะธาตุของอาทิตย์จะต้องไปเผาธาตุน้ำให้หมดเสียก่อน แล้วจึงผ่านเข้าไปหลอมตัวอยู่กับธาตุพฤหัสได้ การพยากรณ์ควรจะทำนายว่า เมื่อพฤหัสบดีถึงอาทิตย์ผู้ใหญ่จะให้โทษ แล้วตอนหลังผู้ใหญ่จะปราณี ท่านนักพยากรณ์จงระวังให้ดี อาจจะผิดพลาดได้ถ้ายึดตำราจนเกินไป กระผมเคยพยากรณ์ดาวคู่นี้ว่าติดตะรางมาแล้ว ทั้ง ๆ ที่เดินมาเป็น ๑๑ แก่ลัคนาเสียด้วย การที่จะวินิจฉัยตัดสินพยากรณ์ลงไป จึงเป็นสิ่งที่ยากมากทีเดียว เรื่องตำราของท่านโหราจารย์ในสมัยโบราณ บางท่านก็เขียนจับเอาตอนต้นเหตุ แต่ไม่บอกตอนปลายเหตุไว้ด้วย จึงทำให้นักศึกษารุ่นหลัง ๆ เล่นกัน ผิด ๆ ถูก ๆ ยุ่งกันไปหมด


ที่มา : https://www.payakorn.com



​​​​​​​
Smiley    with love SmileySmiley 
#เรียนดวงกันวันละนิดกับ
คุณยายกลิ่นโสม ::
บ้านคุณยาย.com : https://www.baankhunyai.com
blog : https://baankhunyai.bloggang
++++++++++++++
.
ดูดวงติดต่อ Line  : baankunyai
.




หมายเหตุจ๊ะ : โหราศาสตร์ไทยที่ยายเขียนในบล๊อคนี้ เป็นการเขียนการอ่านดวงแบบดวงอีแปะ ซึ่งจะเขียนวิธีการให้อ่านง่ายๆตามแบบสไตล์ของยายเท่านั้น วัตถุประสงค์ก็เพื่อเป็นการแบ่งปันกัน ซึ่งยายหวังว่าคงเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆผู้ที่สนใจและกำลังศึกษาในวิชาโหราศาสตร์ ได้บ้างนะจ๊ะ


Visitors: 31,253